Thailand News

หมอนรองคอลูกประคบ เกาะกก ปตท. หนุนชุมชนต่อยอดเพิ่มมูลค่า

หมอนรองคอลูกประคบ เกาะกก ปตท. หนุนชุมชนต่อยอดเพิ่มมูลค่า

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“รักสุขภาพ” เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน เมื่อผู้คนหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น อาทิ ออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าสูง หนึ่งในนั้นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)” ซึ่งเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พันธุ์พ่อ) กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากสถาบันวิจัยข้าว (พันธุ์แม่) โดยเริ่มผสมพันธุ์เมื่อปี 2545 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน)

คุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวไรซ์เบอร์รี่คือมีธาตุเหล็กและสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งมีใยอาหารในรำข้าวสูง จึงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้ากว่าการบริโภคข้าวกล้องหรือข้าวขาวขัดทั่่วไป อีกทั้งช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการนำไปสกัดเป็นน้ำมันรำข้าวซึ่งพบว่าออกฤทธิ์ต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง



ไม่เพียงเพื่อการบริโภคเท่านั้น ยังมีการนำข้าวไรซ์เบอร์รี่ไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดังตัวอย่างของ “หมอนรองคอลูกประคบ” ผลงานของ วิสาหกิจชุมชนเกาะกก ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งไม่ใช่แค่หมอนธรรมดาๆ แต่มาพร้อมกับข้าวไรซ์เบอร์รี่และสมุนไพรนานาชนิด เช่น ขมิ้น ไพล ผิวมะกรูด ใบมะขาม และส้มป่อย มาผสมเข้ากับเกลือ พิมเสน และการบูร

“ของเรามันจะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อื่นเขาใช้ถั่วเขียว ตอนแรกเราก็ว่าจะใช้ถั่วเหมือนกัน แต่เรามีข้าวอยู่แล้วในนา และเป็นนาผืนสุดท้ายของมาบตาพุด คุณสมบัติของข่าวไรซ์เบอร์รี่คือเก็บความร้อนได้นานกว่าถั่ว เรามีข้าวอยู่แล้ว เราก็ใช้ข้าวเรา เพิ่มมูลค่าให้ข้าวเราไปอีก จากตันละ 80,000 กลายเป็นตันละ 1,000,000 บาท และกลุ่ม ปตท. ได้นำสูตรสมุนไพร พากลุ่มแม่บ้านไปอบรม เรียนรู้ว่าลูกประคบสมุนไพรต้องใช้อะไรทำบ้าง”

เรื่องเล่าจาก คุณจันทิมา โสภา แม่บ้านกลุ่มสมุนไพร ชุมชนเกาะกก พูดถึงที่มาของหมอนรองคอลูกประคบที่ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นส่วนประกอบ โดยกลุ่มแม่บ้านต้องเริ่มต้นฝึกหัดทำลูกประคบแบบดั้งเดิม กระทั่งมีกลุ่มเพื่อนชุมชนเข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอด บนโจทย์ที่ว่า “ทำอย่างไรลูกประคบจะเก็บไว้ได้นานและนำไปใช้ในที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก” จากนั้นทีมงานของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ช่วยออกแบบจนเกิดเป็นหมอนรองคอขึ้นมาในที่สุด

คุณจันทิมา เล่าต่อไปว่า หมอนรองคอในชื่อแบรนด์ “หอมเฮิร์บ” เริ่มต้นด้วยการรับซื้อสมุนไพรจากชาวบ้าน นำมาหั่นตากแดดให้แห้ง เมื่อเข้าที่ก็นำสมุนไพรทั้งขมิ้น ไพล ผิวมะกรูด ใบมะขาม และส้มป่อย มาผสมคลุกเคล้ากัน จากนั้นนำเกลือ พิมเสน และการบูร มาผสมคลุกเคล้าร่วมด้วย แล้วนำใส่ปลอกหมอน เย็บให้เข้าที่แล้วใส่ปลอกนอกอีกชั้นหนึ่งจึงสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนวิธีใช้คือนำเข้าไมโครเวฟ ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 นาที ก็สามารถช่วยผ่อนคลายสำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานได้ หรือไม่ต้องเข้าไมโครเวฟก็ใช้ได้เช่นกัน

ด้าน คุณสำราญ ทิพย์บรรพต ประธานวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพชุมชนเกาะกก กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง เข้ามาให้การสนับสนุน หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการตลาด ซึ่งเมื่อชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองได้ ก็กลายเป็นแบบอย่างให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ได้ด้วย

“หมอนรองคอลูกประคบ” จากความรู้พื้นบ้านต่อยอดสู่นวัตกรรม โดย ปตท. ได้ร่วมสนับสนุนผ่านโครงการ “ชุมชนยิ้มได้” พัฒนาสินค้าและนำมาเสนอในรูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ถึง 1,250% สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน