Thailand News

สื่อมะกันตีข่าว’โควิด’ซ้ำเติมชีวิต’หญิงกลางคืน’ไทย

สื่อมะกันตีข่าว’โควิด’ซ้ำเติมชีวิต’หญิงกลางคืน’ไทย

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 19.57 น.





สื่อมะกันตีข่าว‘โควิด’ซ้ำเติมชีวิต‘หญิงกลางคืน’ไทย พบเป็นทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยว-เสาหลักครอบครัว

17 ก.พ.64 สำนักข่าว Voice of America สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Economic Hardship, Coronavirus Push Thailand’s Single Mothers to Make Tough Choices ว่าด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ประเทศไทยต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดสถานที่ต่างๆ เพื่อสกัดไม่ให้โรคระบาดเป็นวงกว้าง เมื่อประกอบการมาตรการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง ทำให้กลุ่มผู้หญิงที่จำนวนมากเป็นเสาหลักของครอบครัวได้รับผลกระทบ



รายงานข่าวเริ่มด้วยการอ้างถึงข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2020 หดตัวร้อยละ 6.1 เลวร้ายที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ซึ่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แม้จะรอดพ้นวิกฤติด้านสุขภาพจากโรคระบาด แต่ในด้านเศรษฐกิจนั้นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากพังทลายของภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ภาคการส่งออกทั่วโลกก็ลดลง ซ้ำร้ายเมื่อเข้าสู่ปีใหม่ 2564 ยังเริ่มต้นได้ไม่ดีนักจากการระบาดระลอกใหม่จนต้องใช้มาตรการสั่งปิดกิจการอีกครั้ง 

Pah หญิงวัย 33 ปี ชาวเมืองศรีสะเกษ จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นภาคที่มีประชากรมากแต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีคนจนมากที่สุดในประเทศ เป็นเสาหลักของครอบครัวผู้ต้องดูแลลูกสาววัย 12 ปี แม่ที่แก่ชรา รวมถึงน้องชายอีก 2 คน ในช่วงแรกๆ Pah เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานในร้านค้าปลีก แต่ด้วยการระบาดระลอก 2 ทำให้สูญเสียรายได้ไปกว่าครึ่ง และวันนี้เธอกำลังดิ้นรนหางานทำตั้งแต่รับจ้างรีดผ้าไปจนถึงรับเก็บข้าวของเตรียมสำหรับผู้ที่จะย้ายที่อยุ่อาศัย แม้กระทั่งเข้าสู่อาชีพกลางคืนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
ชะตากรรมของ Pah ไม่ต่างจากผู้หญิงอีกหลายล้านคนที่ออกจากบ้านเกิดไปทำงานในภาคการท่องเที่ยวและบริการ อาทิ ร้านอาหาร ร้านนวด ไปจนถึงสถานบันเทิง ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก จึงเป็นข้อจำกัดในการหาข้อมูลเชิงสถิติ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ประกาศจะใช้งบประมาณ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเยียวยาผู้ที่สูญเสียงานจากสถานการณ์โรคระบาด พร้อมกับกระตุ้นเศรษฐกิขฐานราก เช่น ร้านค้าริมถนนและธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาทั้ง 2 รอบ พบว่าแต่ละคนจะได้เพียง 740 เหรียญสหรัฐ ซึ่งยังห่างไกลจากสิ่งที่สูญเสียไปในช่วง 1 ปีของสถานการณ์โรคระบาด อีกทั้งยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเข้าถึงแบบไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงล่าสุด เหตุกรณ์เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2564 ที่ผู้สูงอายุจำนวนมากมากซึ่งไม่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เดินทางไปต่อคิวลงทะเบียนโครงการ “เราชนะ (We-Win) ที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยา 230 เหรียญสหรัฐ ถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ของไทย 

องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์โดยกล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงจำนวนมากในการทำงานด้านสิ่งทอ การบริการและการท่องเที่ยว และคนกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบอย่สงหนักที่สุดจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดและได้รับความคุ้มครองน้อยที่สุด เช่น คนงานรับค่าจ้างรายวัน คนงานทำงานที่บ้าน และแรงงานอิสระนอกระบบอื่นๆ 
แต่นั่นยังไม่เท่ากับผู้หญิงที่อยู่ในงานบริการที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ อาชีพที่ไม่ถูกยอมรับในสังคมไทยแต่มีคนอยู่ในกลุ่มนี้หลายแสนคน ซึ่งคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาของรัฐ โดย ทันตา เลาวิลาวัณยกุล (Thantha Laovilawanyakul) ตัวแทนจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ทำงานรณรงค์ด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศและพนักงานสถานบันเทิง กล่าวว่า หญิงขายบริการทางเพศร้อยละ 80 ยังเป็นแม่ และในจำนวนนี้ร้อยละ 40 เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

การสำรวจของเอ็มพาวเวอร์ในปี 2560 พบว่า หญิงขายบริการทางเพศ 1 คน ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว 5 คน นั่นทำให้ผู้หญิงที่มีภาระดังกล่าวตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงจรนี้ ซึ่งเมื่อสถานการณ์โรคระบาดทำให้มีการสั่งปิดสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ และไม่มีชาวต่างชาติไปเยือนพัทยารวมถึงภูเก็ต ผู้หญิงที่ประกอบอาชีพนี้จึงหันไปหาลูกค้าทางออนไลน์ เช่น การโชว์เสมือนจริงผ่านเฟซบุ๊ก โดยได้รับความนิยมจากลูกค้าแดนไกล ตั้งแตสหรัฐฯ อังกฤษและจีน

รายงานข่าวทิ้งท้ายด้วยความเห็นของ ทันตา ที่ว่า ผู้หญิงเหล่านี้จะทำทุกวิถีทางเพื่อดูแลครอบครัว พวกเธอไม่มีวันยอมแพ้ ขณะที่ Pah หญิงที่ต้องเสี่ยงทำงานที่ถูกมองว่าเป็นธุรกิจในเงามืด ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด กล่าวว่า ชีวิตตนลำบากมาตลอด และโควิดได้ทำร้ายเข้าถึงก้นบึ้ง แต่สำหรับตนที่เกิดมาจน มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้ต่อไป

ที่มา voanews