Default

วางถ้วยน้ำแกงไปลองกล้วยบวชชี…‘เอามื้อ’ที่สันป่าตอง มองจุดต่าง‘ทำ-ธรรมธุรกิจ’

วางถ้วยน้ำแกงไปลองกล้วยบวชชี…‘เอามื้อ’ที่สันป่าตอง มองจุดต่าง‘ทำ-ธรรมธุรกิจ’

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.09 น.

“คนเมือง”…

หลายคนทิ้ง “ชนบท” ถิ่นฐาน “บ้านนา” ป่าไร่ และดอกหญ้า มุ่งสู่ “ถนนแห่งการแสวงหา” ทั้งเงินตรา ชีวิตที่ดีกว่า และความอยู่รอด ฯลฯ



นานกี่ปีแล้วที่หลายคนไม่ได้มีโอกาสตื่นเช้ามาสวดมนต์ ไหว้พระ ใส่บาตร

นานกี่ปีแล้วที่ “จอบ เสียม” ที่เคยจับ แปรเปลี่ยนเป็น “ราว” รถโดยสารสาธารณะ

นานกี่ปีแล้วที่ “ผักหญ้า” ในคันนา สวนหลังบ้าน ถูกแทนที่ด้วยอาหารจานด่วน หรือเมนูเดิมๆจาก “ร้านอาหารตามสั่ง”…ฯลฯ

เชื่อได้ว่าไม่มากก็น้อยของ “คนเมือง” ต่างโหยหาวิถี “บ้านๆ” ที่เคยผ่านมา หลายคนพยายามมองหาโอกาส เพื่อหวนคืนสู่ถิ่นฐาน เพียงแต่ยังขาด “ความรู้” และ “เข็มทิศ” เพื่อกลับคืนสู่บ้านอย่างเอาตัว “รอด” ได้…

วางถ้วยน้ำแกงไปลองชิม“กล้วยบวชชี”

ณ ฐานธรรมธุรกิจ สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2563 เปิดการอบรม “ธรรมธุรกิจ” รุ่นที่ 26 ปฏิวัติความคิด ฝ่าวิกฤตด้วยศาสตร์พระราชา

เป็น 4 วัน 3 คืน ที่มีการอบรมขั้นพื้นฐานการพัฒนา “กสิกรรมธรรมชาติ” ตามศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้กับผู้ที่ตั้งใจทำเกษตรแบบไม่ใช้สารพิษสารเคมี มีการอบรมเติมเต็มความรู้ เติมประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานจาก “ในหลวง รัชกาลที่ 9” และถูกประยุกต์เป็น “ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง” โดย “อาจารย์ยักษ์” ดร.วิวัฒน์ศัลยกำธร

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการอบรม คือ ผู้คนล้วนมาจากทุกสารทิศ ทั้งกรุงเทพฯ ชุมพร เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นครราชสีมา ฯลฯ หลายหลายอาชีพทั้งแม่บ้าน เกษตรกรตัวจริง แอร์โฮสเตส สจ๊วตวิศวกรไฟฟ้า พนักงานบริษัท เป็นต้น และหลายหลาย “ความต้องการ” โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการมา “ต่อยอด” ความรู้ที่ตนเองมี เหมือนพกสูตร “น้ำแกง” มาเข้าอบรม ซึ่งทาง “ฐานธรรมธุรกิจ” ขอให้วางเอาไว้ก่อน แล้วลองชิม “กล้วยบวชชี” ของที่นี่ดูบ้าง

ทว่า…“บทเรียน” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ “โคก หนอง นา” ที่ทำให้รู้และเกิดความมั่นใจว่าหากวันใดคุณตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติ โดยเฉพาะ “ความมั่นคงทางอาหาร” ผู้ที่ผ่านการอบรมจากที่นี่แทบไม่มีปัญหา นั่นเพราะระหว่างการอบรมคุณจะรู้ว่า “ผักหญ้า” ข้างทาง และตาม “โคก หนอง นา” ล้วนนำมาประกอบอาหารได้เกือบทุกชนิด

“โคก หนอง นา” ว่ากันง่ายๆเป็น “โมเดล” การจัดการพื้นที่ มีส่วนประกอบเช่น โคก , “คลองไส้ไก่” ที่ถูกขุดขนาดกว้างยาวไม่ใหญ่มาก เป็น “ทางน้ำ” เชื่อมพื้นที่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ , นา ซึ่งมี “คันนาทองคำ” ปลูกพืชพันธุ์เพื่อยึดพื้นที่ และพืชพันธุ์เหล่านั้นถูกนำมาใช้ทำอาหารเลี้ยงตนเองได้ , หนอง , คลองเลี้ยงปลา เป็นต้น

อีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญที่เกิดขึ้นจากโมเดล “โคก หนอง นา” นั่นคือ “ป่า 5 ระดับ…ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ประกอบด้วย “ป่า 5 ระดับ” คือ พืชพันธุ์ 5 กลุ่ม คือ “ไม้สูง” ที่สามารถนำมาใช้ทำที่อยู่อาศัย เช่น ตะเคียน ยางนา สัก ฯลฯ , “ไม้กลาง” เช่น มะม่วง มะพร้าว ไผ่ , “ไม้เตี้ย” เช่น มะเขือ กะเพรา พริก , “ไม้เรี่ยดิน” เช่น แตงโม ฟักทอง อัญชัน และ “ไม้ใต้ดิน” เช่น มัน เผือก ข่า เป็นต้น ดูจากชื่อไม้เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต จึงกลายเป็น “ประโยชน์ 4 อย่าง” ตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าเราต้อง “รู้จักพอ”…

“พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น”!!!

อีกหนึ่ง “องค์ความรู้” ที่น่าสนใจ นั่นคือ…

“บ้านดิน”!!!

ก่อนมาที่นี่หลายคนคงไม่คิดว่า “ดิน” จะนำมาสร้างบ้านที่แข็งแรง อาศัยอยู่ได้อย่างไร แต่สำหรับชายที่ชื่อว่า…

“โจน จันได”…หรือที่ใครๆยกย่องให้เป็น “มนุษย์บ้านดิน” ผู้เชี่ยวชาญในการสร้าง “บ้านดิน” ของประเทศไทย เขามองว่าไม่เฉพาะ “ดิน” แต่เกือบทุกสิ่งอย่างสามารถนำมาสร้าง “เรือน” ได้

ในการอบรมครั้งนี้ “โจน” บอกว่า จุดเด่นสำคัญของ “บ้านดิน” คือ ไม่กลัวน้ำ ฝน ไฟ กลัวอย่างเดียว คือ “น้ำท่วม” นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องทาง “เทคนิค” ที่ “โจน” ถ่ายทอดให้อย่างหมดเปลือก พร้อมย้ำว่าการออกแบบ หรือสร้างบ้านดินหลักใหญ่ๆ คือ ให้คิดถึงความสะดวกของผู้อยู่เป็นอันดับ 1

ในแต่ละขั้นตอนของการสร้าง “บ้านดิน” ที่ “โจน” ถ่ายทอดออกมา หากมองให้ลึกลงไปล้วนเป็น “ศาสตร์ และศิลป์” ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกพื้นที่ การออกแบบ การเตรียมวัตถุดิบว่าควรดำเนินการแต่ละขั้นตอนในช่วงใด แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆอย่าง “หน้าต่าง-ช่องลม” ที่ประสบการณ์ของ “โจน” พบว่า ควรทำที่ความสูงในระดับใด เพื่อให้ผู้อยู่ไม่อึดอัด และมองไปข้างนอกหน้าต่างได้อย่าง “กว้างไกล”

“โจน จันได” บอกว่า การทำบ้านดินวัตถุประสงค์หลักๆไม่ใช่แค่สร้างบ้านด้วยดิน แต่เป้าหมายหลักๆ คือ เราอยากให้คนรู้ว่า “บ้าน” ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ไหนเราก็สามารถสร้างบ้านด้วยตนเองได้ อยากให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองเหมือน “นก” ที่ไม่มีจอบ เสียม หรือมีดพร้าติดตัว แต่ “นก” ไปถึงที่ไหนก็สามารถหาอะไรที่อยู่รอบๆมาสร้างบ้านสร้างรังของมันได้เสมอ

ดังนั้น ไอเดียที่เราพาทำบ้านดิน เพราะอยากให้ผู้คนรู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะสร้างที่อยู่อาศัยได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าเรามีดินเราก็เอาดินมาสร้าง มีฟางก็ใช้ฟาง หรือไม่มีอะไรก็ใช้ขวดพลาสติก ขยะ ยางรถยนต์ เราสามารถนำมาสร้างเป็นบ้านที่สวยงาม และอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัยได้

ฉะนั้นการทำบ้านดิน จึงไม่ใช่แค่การทำบ้าน แต่อยากให้เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้คนได้คิดว่าเรามีศักยภาพที่จะพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งทุกวันนี้เราพบว่าเรื่องที่อยู่อาศัยที่เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับคนยุคเป็นพันๆปี แต่พอเราเจริญก้าวหน้าและพัฒนาขึ้น เรากลับเห็นว่าที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันของคนจำนวนมหาศาล

“นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเรากำลังพัฒนาไปสู่ความเสื่อม ฉะนั้นเราจะต้องกลับมาสู่การพึ่งตนเองอีกครั้ง โดยการทำบ้านของตนเองด้วยวัสดุที่เราสามารถหาได้รอบๆตัวเรา เพราะชีวิตอยู่ในมือเรา เราควรจะออกแบบชีวิตเองได้”

ข้างต้นเป็นเพียงบางบทเรียนในช่วงตลอด 4 วัน 3 คืนที่นี่ ซึ่งล้วนมี “ความรู้” ที่ไม่อาจกล่าวได้หมด หลายเรื่องเป็น “เทคนิค” ที่ผู้สนใจต้องไปสัมผัสด้วยตนเอง เพราะล้วนเป็น “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ที่ต้องนำไปประยุกต์กับแต่ละพื้นที่ “ชีวิตจริง” และ…

“ลงมือทำ”!!!

นอกเหนือจาก “ความรู้” แล้ว อีกจุดหนึ่งที่ได้จากที่นี่ คือ “เพื่อน” ที่เพิ่มขึ้น จากการ “ขุดดิน…คลองไส้ไก่” ร่วมกัน  , “กิน” อาหารแบบเดียวกัน , “นอน…บ้านดิน” แบบเดียวกัน ทุกคนล้วนแบ่งปัน และ…

“ให้”!!!

เป็นการ “ให้…เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” , “ให้…ไมตรีจิต” , “ให้…อภัย”

หลากหลายกิจกรรมจึงทำให้เกิดความ “ผูกพัน” กันอย่างรวดเร็ว และสอดรับกับเป้าหมายของ “ธรรมธุรกิจ” ที่มุ่งหวังให้ผู้อบรมก่อเกิดเป็น “เครือข่าย” สร้าง “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ให้เป็นรูปธรรม มีผลกำไร ภายใต้ “ธรรม” มิใช่ “ทำ”

“แม่น้อย” วัย 60 กว่าๆที่เดินทางจาก “นครราชสีมา” มาร่วมการอบรมครั้งนี้ กล่าวเปิดใจใน “คืนสุดท้าย” ของการอบรม ว่า ตนเองเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 20 ปีทำธุรกิจมามาก เกิดความมีกิเลส อยากได้อยากมีเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป ซึ่งความอยากนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานหนัก แลกมาด้วย “ปัญหา” ที่เกิดขึ้นตามมาในชีวิต กระทั่งช่วงหนึ่งของชีวิตมีโอกาสได้เข้าสู่วังวนของธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งร้านที่เราดูแล หรือมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากร เราจะแนะนำให้เขาใช้สินค้าเกษตรอินทรีย์ ใช้พืชผักปลอดสารทั้งหมด และตั้งใจไว้ว่าใครที่ทำเกษตรอินทรีย์เราจะสนับสนุน เพราะเราอยากให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากกว่ากิเลสที่เคลือบฉาบตัวตนเอาไว้

“แม่อยากเป็นตัวอย่างของคนที่รู้จักพอ และได้เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมตรงนี้ วันนี้ดีใจที่ได้มาเจอพวกเรา ทำให้รู้สึกว่าเราเกิดมาเพื่อได้มาเจอกัน มาเจอเพื่อนที่มีอุดมการณ์คล้ายๆกัน”

ขณะที่ “พี่เหน่ง” ผู้จัดการธุรกิจประกันภัย ควบตำแหน่ง “สารวัตรกำนัน” ประจำรุ่น เปิดใจเช่นกันว่า การอบรมที่นี่ทุกคนล้วนมีความแตกต่างมาเจอกัน แต่ 4 วันกลับทำให้เห็น “ความงดงาม” ของผู้คนที่มี “หัวใจเดียวกัน” อย่างหนึ่งคือความรู้สึกที่ต้องเอาชนะความรู้สึกของตัวเอง ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใครหลายคนไม่เคยกินผัก ไม่เคยได้มากินอาหารแบบที่ค่ายจัดให้ ไม่เคยลงแปลง ไม่เคยขุดดิน ไม่เคยทำปุ๋ย ไม่เคยทำขยะทองคำ จนวันนี้ส่วนตัวรู้สึกว่าทุกคนในรุ่นนี้รักกันจริง

“หลังจากนี้ทุกคนต้องกลับสู่ชีวิตจริงนอกค่ายนี้ ก็อาจจะมีเงียบหายกันไปบ้างตามวิถีชีวิต ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะในโลกไม่มีเรื่องบังเอิญ มันไม่ใช่แน่ๆที่ผู้คนจากต่างที่จากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชุมพร แม่ฮ่องสอน ฯลฯ จะได้มาเจอ มาอยู่ร่วมกันที่นี่ อยากให้เก็บความทรงจำที่มีคุณค่านี้ไว้ร่วมกัน”

‘ทำ VS ธรรมธุรกิจ’

“หนาว” พิเชษฐ โตนิติวงศ์ เจ้าของโรงสีศิริภิญโญ จ.ฉะเชิงเทราและผู้จัดการไปทั่ว บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดเปิดใจถึงเป้าหมายของ “ธรรมธุรกิจ” ว่า “ธรรมธุรกิจ” กับ “ทำธุรกิจ” คือ เป้าหมายที่ต่างกัน ชื่อบริษัทที่มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” คือ ทำอย่างไรที่จะสร้าง “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ โดยที่บริษัทต้องอยู่รอดได้ด้วย มีกำไร และสร้างผลกระทบทางสังคมได้ด้วย

กิจกรรมหนึ่งที่เราทำแน่ๆ คือ “สร้างคน” การฝึกอบรมคน เรามีต้นแบบอยู่ที่ศูนย์กสิกรรม “มาบเอื้อง” จ.ชลบุรี เรานำกระบวนการฝึกอบรมต้นแบบจากที่นั่นมาใช้ที่นี่ มุ่งไปที่ “คนเมือง” เป็นหลัก ชนชั้นกลางที่อยากออกจากระบบ อยากกลับบ้านเรารู้ว่าคนเมืองมีความต้องการที่อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง มีความรู้มากพอ กับอีกกลุ่มหนึ่งคืออยากมีชีวิตท่ามกลางธรรมชาติหลังเกษียณที่เป็นกลุ่มใหญ่ ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติหลังเกษียณ คือ ใช้ชีวิตอยู่บน “โคก หนอง นา

“หนาว” บอกอีกว่า ถ้าถามว่า “ธรรมธุรกิจ” ไปเข้ากับ “ศาสตร์พระราชา-เศรษฐกิจพอเพียง” ตรงไหนเราเริ่มต้นจากการฝึกอบรมตามศาสตร์พระราชา ว่า คุณต้อง “รู้จักพอ” ก่อน รู้จักทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง ต้องทำ 4 พอ คือ “พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น” ก่อนจะขยับไปขั้นก้าวหน้า และสร้างเครือข่ายให้เป็นเหมือน “กองกำลัง” ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย นี่คือเป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคมมันไม่ใช่แค่มาทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมาขับเคลื่อนสังคม ทำเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ผลกระทบทางสังคม คือ การสร้างเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่มาทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี เพราะคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แก้ปัญหาได้หมด ทั้งความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสังคม อาชญากรรม การอยู่ดีกินดี มันแก้ได้หมด ปัญหาสังคมแหว่งกลางคือพ่อแม่ต้องทิ้งลูกให้อยู่กับปู่ย่าตายาย เพื่อตนเองต้องเข้ามาทำงานในเมือง แก้ได้หมด”

“ธรรมธุรกิจ” กับ “ทำธุรกิจ” จึงชัดเจนว่า “เป้าหมาย” มันต่างกัน โดย “เป้าหมายในเชิงสังคม” แน่นอนต่างกันชัดเจน “เป้าหมายในเชิงตัวเลข” กำไรก็ต่างกัน โดย “ธรรมธุรกิจ” มี พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาการันตีว่าธุรกิจเพื่อสังคมไม่ควร “ปันผล” เกิน 30% ของกำไรสุทธิ ตรงนี้ก็ชัดแล้วว่าเป็น “เส้นแบ่ง” ระหว่างธรรมธุรกิจ กับ ธุรกิจปกติที่ปันผล 100% ได้เลย

“ทำ มุ่งเอาจากสังคมและกำไรล้วนๆ แต่ ธรรม เราสอนว่าคุณจะทำธุรกิจเพื่อหาเงินอย่างเดียว หรือจะทำเพื่อได้เงิน และสร้างผลกระทบที่ดีให้เกิดสิ่งดีๆในสังคมด้วย”

“หนาว” กล่าวอีกว่า จากการที่เราอบรมมาแล้วหลายรุ่น ผู้ที่อบรมออกไปจากนี่ เขา “ธรรม” หรือ “ทำ” ตรงนี้อยู่ที่ “กรรมใครกรรมเรา” เราไม่บังคับ เขาอยากกลับไปใช้ชีวิต “ตาโต” เหมือนเดิมก็กรรมของเขา แต่เราจะพยายาม “สื่อสาร เกี่ยวร้อย เชื่อมโยง ติดตาม” จัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อพบปะกัน ซึ่งที่ผ่านมามีจุดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าเขาออกไป “ธรรม” เพราะมีลูกศิษย์เราที่กลับมา แล้วเขาบอกว่าเขาพบคนที่มาฝึกอบรมแล้วเป็น “สังคมที่เขาไว้ใจได้” ไม่ต้องพกดาบ หรือระวังกัน เอาง่ายๆคือ “คอเดียวกัน” มั่นใจได้ว่าคนที่จบไปแล้วเกินครึ่งที่จะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไม่มากก็น้อย ในการทำงานอาจเปลี่ยนไม่ได้ แต่ในชีวิตส่วนตัวเขาจะคิดถึงคำว่า “พอ” มากขึ้น

“คำว่า “พอ” เป็นหัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าไม่รู้จัก “พอ” คุณก็ยังทำเศรษฐกิจ “ตาโต” คำว่า “พอ” ในที่นี้ ไม่ใช่เรื่องของฐานะ แต่ “พอ” ในเรื่องของจิตใจด้วย มันทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งตั้งแต่ทำมาถ้าเทียบกับศาสตร์พระราชา 9 ขั้น ถือว่าเราครบ 9 ขั้นแล้ว เพราะมีทั้ง 4 พอ มีเครือข่าย”

อย่างไรก็ดี “ตัวชี้วัด” ว่า “ธรรมธุรกิจ” ประสบความสำเร็จหรือไม่ ในมุมมองของ “ผู้จัดการไปทั่ว” ผู้นี้ คือ “การเปลี่ยนแปลงสังคม” เขาเชื่อว่าวันที่เราเกิดวิกฤติ มันจะเป็นตัวชี้วัดว่าเราเปลี่ยนแปลงสังคมไปแล้วได้มากน้อยแค่ไหน

“โควิด เป็นเพียงเชื้อโรคตัวหนึ่งที่เข้ามาในโลกใบนี้ ไม่เกิน 5 ปีจากนี้ก็อาจจะมีวิกฤติตัวใหม่เข้ามา เช่น เชื้อโรค น้ำท่วม ฯลฯ ผมเชื่อว่าเครือข่าย “กสิกรรมธรรมชาติ” จะ “เป็นที่พึ่ง” ให้กับคนที่เจอวิกฤติได้ทั้งทางกายเรื่องอาหาร ทางใจก็เป็นที่พึ่งด้านความรู้ ด้านคุณธรรม”

“หนาว” บอกอีกว่า หากสังเกตลึกการอบรมที่นี่จะไม่สอน “การตลาด” เพราะการตลาดอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง คือ “การให้” ในโลกทุนนิยมธุรกิจปกติเขาจะไม่ให้กัน จะเก็บไว้เป็นเคล็ดลับ แต่ในโลกเศรษฐกิจพอเพียง เราเปิดให้หมด เรายินดีมอบองค์ความรู้ให้ แบ่งปันกัน ไม่มีเก็บ

“การตลาดสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง หรือธรรมธุรกิจ คือ การให้ อาจารย์ยักษ์บอกว่าคนจะผลิตอะไรสักอย่างขึ้นมา ให้แจกไปก่อนเลย เดี๋ยวเขาก็จะมาซื้อคุณเอง นี่คือการตลาดที่ง่ายที่สุด การให้คือความแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน เราให้ด้วยความเต็มใจจริงๆ ซึ่งมันยั่งยืนกว่าการแข่งขันกันในธุรกิจทั่วไป”

ผู้จัดการไปทั่วของ “ธรรมธุรกิจ” กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายหลังจากนี้ ว่า 3-5 ปีหลังจากนี้ เราตั้งใจจะนำ “ธรรมธุรกิจ” มุ่งไปสู่จุดรองรับผลผลิตของลูกศิษย์ “ยักษ์ กะ โจน” เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะด้านความมั่นคง “อาหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว”

ส่วนใครที่มาอบรมแล้ว หันกลับไปใช้ “สารเคมี” อีกด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม เรามองว่าการไปเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างสังคมเดิม” ทำได้ยากมาก เราจึงไม่ยุ่ง แล้วหันมาสร้าง “สังคมใหม่” ถ้าในสังคมเดิมเข้าใจเรา จะมาร่วมกับเรา “เครือข่าย” ของเราก็จะขยายตัวเอง

“ธรรมธุรกิจ”…

ไม่ต้อง “รบ”…

ไม่ต้อง “รับ”…

แค่เพียง “รอ”!!!!